รีวิว Tenda W150M+ - เล็กจิ๋วสัญญาณพุ่งกระฉูดเกินตัวจริงๆ | HOMETHEATERTHAILAND

Review

Oatstate

Reviewer

รีวิว Tenda W150M+ - เล็กจิ๋วสัญญาณพุ่งกระฉูดเกินตัวจริงๆ

อัพเดทเมื่อ : 2016-02-18 09:47:31

อ่าน : 161332 ตอบ : 0

สวัสดีครับคุณผู้อ่านทุกท่านและแล้วก็กลับมาพบกันนาย OatState กันอีกเช่นเคยนะครับ เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาหลายท่านที่ติดตามข่าวสารวงการไอทีหรือโทรคมนาคมกันอยู่เป็นประจำ ก็น่าจะพอทราบกันแล้วนะครับว่าผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายใหญ่ของไทยหลายๆ เจ้าได้เริ่มปรับลดราคาค่าให้บริการอินเทอร์เน็ตกันอีกแล้ว ทั้งยังมีการปรับเพิ่มความเร็วเพื่อเอาใจผู้ใช้บริการที่น่ารักอย่างเราๆ อีกด้วย

และในขณะเดียวกันเมื่อไม่นานมานี้ทาง กสทช. เองก็ได้มีการเปิดประมูล 3G ด้วยเช่นกัน ซึ่งก็มีผู้ให้บริการรายใหญ่เข้าร่วมประมูลในครั้งนี้ทำให้สังคมไทยกำลังจะเข้าสู่ยุคของบอร์ดแบนด์อย่างเต็มตัวแล้วนั่นเอง


Tenda W150M+

จากที่หลายๆ ท่านได้มีการถามถึงเรื่องการใช้งานอุปกรณ์จำพวก Smart TV, HD Player, AVR Receiver, Dreambox และอุปรกรณ์อีกนานาชนิดที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ เข้ามายัง Facebook Fanpage ของเราอย่างล้นหลามไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องการใช้งานอินเทอร์เน็ตกับอุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้

ตัวอย่างเช่น ที่บ้านผมเป็นบ้าน 2 ชั้นพอดีมี Smart TV อยู่บนห้องนอนชั้น 2 แต่ Router ที่ปล่อย Wi-Fi มันดันไปอยู่ที่ชั้นล่างทำให้ส่งสัญญาณ Wi-Fi มาไม่ถึงหรือถึงเป็นหย่อมๆ และบางท่านก็บอกว่าขี้เกียจเดินสาย LAN เพราะมันเกะกะทำให้บรรยากาศภายในบ้านดูแล้วไม่สบายตาประมาณนั้น

วันนี้กระผมก็เลยนำอุปกรณ์ที่มีชื่อเรียกว่า Wireless Access Point / Router ของ Tenda ซึ่งเป็นรุ่น W150M+ รองรับ WiFi (IEEE 802.11a/b/g/n) ทำความเร็วในการรับส่งไร้สายได้สูงสุดที่ 150 Mbps โดย Wireless Access Point ของ Tenda นั้นมีจุดเด่นในเรื่องของการใช้เป็นอุปกรณ์ทวนสัญญาณ หรือที่ใครหลายๆ ท่านเรียกกันว่า Repeater นั้นล่ะครับ แต่สรรพของเจ้า Tenda W150M+ นั้นยังมีอะไรให้เราได้เล่นอีกมากมาย ^^


เมื่อแกะกล่องออกมาจะพบตัวเป็นๆ ของ Tenda W150M+ ซึ่งเล็กเท่าฝ่ามือ

คุณสมบัติของ Tenda W150M+ มีดังนี้
- รองรับโหมดการใช้งาน: AP Mode, Client+AP Mode, WDS+AP Mode, WISP Router Mode และ Wireless Router Mode
- รองรับมาตรฐาน: IEEE 802.11b, IEEE 802.11g, IEEE 802.11n และ IEEE 802.3 / IEEE 802.3u Standards
- รองรับ WPS แบบ: PBC และ PIN
- รองรับ: UPnP, DDNS, MAC Address Access Control, Virtual Server, DMZ Host และ Built-in Firewall เป็นต้น
- ควาเร็วสูงสุด: 150 Mbps (ไร้สายในโหมด IEEE 802.11n)
- พอร์ต LAN: Ethernet 10/100 Mbps
- รองรับ Security แบบ: 64/128-bit WEP, WPA และ WPA2
- ราคา: 1,090 บาท



ก่อนอื่นที่เราจะไปชมในส่วนของลูกเล่นและการนำไปใช้งานจริงซึ่งง่ายเพียงปลายนิ้วเท่านั้น เรามาเริ่มที่ส่วนของดีไซน์ก่อนแล้วกันนะครับ


อุปกรณ์ที่ให้มาในกล่องก็ไม่มากไม่มาย

สำหรับอุปกรณ์ที่ให้มาในกล่องมีดังนี้
1. อแดปเตอร์ จำนวน 1 ชุด
2. สาย USB จำนวน 1 เส้น
3. สาย LAN จำนวน 1 เส้น
4. คู่มือและ CD Setup จำนวน 1 ชุด
5. เสา Wireless 2.4 GHz ขนาด 5db จำนวน 1 ต้น


หน้าตาของ Tenda W150M+ จะเป็นแบบนี้

มาที่ตัว Tenda W150M+ ด้านบนจะมีโลโก้ Tenda โดยตัวเครื่องมีขนาดเล็กไม่เทอะทะจนเกินไปและวัสดุบนลำตัวนั้นเป็นพลาสติกชั้นดี ซึ่งบนตัวเครื่องได้มีการสกรีนคำอธิบายรายละเอียดต่างๆ พร้อมทั้งมีไฟแสดงสถานะการทำงาน ถือว่าสะดวกและง่ายต่อการใช้งานมากเลยทีเดียว



พาชมในส่วนของดีไซน์กันไปแล้วโดยส่วนตัวกระผมคิดว่าสีบนตัวเครื่องค่อนข้างสะอาดตาดี เพราะว่า W150M+ นั้นใช้สีขาวและสีเทาเป็นหลัก มาถึงในส่วนของช่องต่อกันบ้างดีกว่าเห็นตัวเล็กๆ แบบนี้จะมีช่องต่ออะไรมาให้เราได้เลือกใช้งานบ้าง? คงต้องตามไปดูซะแล้วสิ > <


บนลำตัวของเจ้า W150M+ นั้นประกอบไปด้วย ช่องต่อสาย LAN, ช่องต่อ Power 5V ซึ่งเป็นแบบ
USB Mini และช่องต่อเสา Wireless 2.4 GHz ขนาด 5db สามารถถอดเปลี่ยนได้


ด้านข้างของตัวเครื่องจะมีปุ่ม WPS / Reset และปุ่ม Mode สำหรับเปลี่ยนโหมดการใช้งานของ W150M+

สำหรับในส่วนของการใช้งาน WPS ให้กดปุ่ม WPS / Reset ค้างไว้ประมาณ 1-2 วินาที ส่วนถ้าเป็นการเปลี่ยนโหมดการใช้งานให้กดที่ปุ่ม Mode ค้างไว้ 1-2 วินาทีเท่านั้น


นอกจากช่องต่อเสา Wireless จะเป็นแบบถอดเปลี่ยนได้แล้ว ตัวบอดี้ก็ยังเต็มไปด้วยช่องระบาย
อากาศอีกด้วย (เยอะขนาดนี้ไม่ร้อนถึงขั้นไฟลุกอย่างแน่นอน)
 
ก่อนที่เราจะไปชมในส่วนของลูกเล่นและการใช้งานจริงนั้น กระผมก็ขอพาคุณผู้อ่านไปทำความรู้จักกับคำศัพท์ในวงการ Network ที่เกี่ยวข้องกับ Wi-Fi กันสักเล็กน้อย เพื่อที่คุณผู้อ่านบางท่านอาจจะไม่ค่อยเข้าใจทางด้านนี้เดี๋ยวอ่านรีวิวแล้วจะไม่เข้าใจว่า IEEE 802.11a/b/g/n ที่มันอยู่ตามข้างกล่อง Wireless Access Point / Router / Repeater คืออะไร? แล้วมีผลยังไงในแง่ของการใช้งาน เพราะถือเป็นก้าวใหม่ที่ทางเว็บไซต์ HDPLAYERTHAILAND.COM ได้นำเอาอุปกรณ์ชนิดนี้เข้ามารีวิวให้คุณผู้อ่านได้รับชมกัน

ถ้าพร้อมแล้วมาเริ่มเรียนรู้ไปด้วยกันเลยนะครับว่าเราจะเอาเจ้า Wireless Access Point / Router ที่มีวางขายอยู่ในท้องตลาดไปประยุกต์ใช้กับอุปกรณ์จำพวก Audio และ Video ได้อย่างไรบ้าง

***สำหรับท่านที่พอมีพื้นฐานอยู่แล้วสามารถคลิ๊กไปยังหน้าถัดไปได้เลยครับ ^^


มาดูกันว่า WiFi Class a/b/g/n มันคืออะไร

หลายๆ ท่านอาจจะได้เคยเห็นสัญลักษณ์ข้างต้นจากภาพด้านบนกันใช่ไหมครับ ซึ่งสัญลักษณ์เหล่านี้ส่วนให่ญแล้วเราจะพบเห็นได้ตามสินค้าไอทีทั่วไป แต่เดี๋ยวนี้สัญลักษณ์ที่ว่ามันก็ได้คืบคลานมายังกลุ่มของ Audio และ Video แล้ว เพราะฉะนั้นได้ไปทำความรู้จักกับ WiFi (IEEE 802.11a/b/g/n) กันเลย

สำหรับ Wi-Fi (IEEE 802.11a/b/g/n) จะเป็นตัวกำหนดมาตรฐานความเร็วในการรับส่งข้อมูลไรสาย ซึ่งแบ่งได้เป็น 5 Class ดังนี้

1. WiFi Class "a" หรือ IEEE 802.11a จะใช้คลื่นความถี่ 5 GHz ในการรับส่งสัญญาณข้อมูลไร้สาย โดยจะทำความเร็วได้สูงสุดที่ 54 Mbps (ในบ้านเราจะไม่เห็น Class นี้ นิยมใช้ในต่างประเทศซะมากกว่า)

2. WiFi Class "b" หรือ IEEE 802.11b จะใช้คลื่นความถี่ 2.4 GHz ในการรับส่งสัญญาณข้อมูลไร้สาย โดยจะทำความเร็วได้สูงสุดที่ 11 Mbps

3. WiFi Class "a" หรือ IEEE 802.11g จะใช้คลื่นความถี่ 2.4 GHz ในการรับส่งสัญญาณข้อมูลไร้สาย โดยจะทำความเร็วได้สูงสุดที่ 54 Mbps

4. WiFi Class "n" หรือ IEEE 802.11n จะใช้คลื่นความถี่ 2.4 GHz ในการรับส่งสัญญาณข้อมูลไร้สาย โดยจะทำความเร็วได้สูงสุดที่ 150 Mbps และ 300 Mbps ซึ่งช่วงระยะหลังได้มีการพัฒนาการส่งสัญญาณแบบ "Dual-Band" หรือการใช้คลื่นความถี่ในย่าน 2.4 GHz และ 5 GHz ในการรับส่งสัญญาณ (จะใช้เสามากกว่า 1 ต้นขึ้นไป) ทำให้สามารถทำความเร็วได้สูงถึง 300 + 300 Mbps หรือเรียกสั้นๆ ว่า N600 กันเลยทีเดียว

5. WiFi Class "ac" หรือ IEEE 802.11ac จะใช้คลื่นความถี่ 5 GHz ในการรับส่งข้อมูลไร้สาย โดย Class ac เป็นมาตรฐานใหม่ล่าสุดที่จะได้รับการรับรองจาก IEEE ให้เป็นมาตรฐานใหม่ ใน ปี ค.ศ. 2013 ที่จะถึงนี้ ซึ่งมาตรฐานในการรับส่งข้อมูลแบบไร้สายของ Class ac สามารถทำความเร็วได้สูงถึง 6,930 Mbps หรือประมาณ 6.93 Gbps กันเลยทีเดียว

*** ข้อมูล WiFi ในแต่ละ Class หรือมาตรฐานการรับส่งข้อมูลไร้สาย แบบใหม่ล่าสุดอย่าง IEEE 802.11ac ผู้เขียนได้อัพเดตล่าสุดเมื่อ 24/11/2012


จากที่กระผมได้กล่าวมาข้างต้นนั้นในเรื่องของความเร็วของการรับส่งสัญญาณใน Class ต่างๆ นั้นมีผลต่อการ Streaming อย่างมากเมื่อนำมาใช้กับอุปกรณ์ในวงการ Audio และ Video

ทั้งนี้ข้อมูลข้างต้นก็อาจจะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านไม่มากก็น้อย ซึ่งเราสามารถนำความรู้เล็กๆ น้อยๆ นี้ไปใช้ในการเลือกซื้ออุปกรณ์ Network ให้เข้ากับลักษณะการใช้งานของท่านได้อย่างสบายอารมณ์เลยล่ะครับ (เริ่มเบื่อกันแล้วใช่ไหมล่ะครับ? ไปชมการใช้งานจริงๆ กันเลยดีกว่า)
Tags:
  • รีวิว Tenda W150M+
  • Tenda
  • W150M+
  • Wi-Fi
  • Repeater
  • Router
  • Wireless
  • Access Point
  • LG webOS 3.0 TV_575 x 200px.jpg
  • Banner BTW-X6-01.jpg
  • LCD575.jpg
  • OPPO 575x200.jpg
 
  
 
 
 
   

OTHER REVIEWS