• Polkmagnifimini_lcdshop.png
  • 980x200-Streamming-App.gif
  • 980x200 Award 2018-2019.jpg
  • 980x200-Vader-shop-now.gif

Review

Big Boom

Reviewer

รีวิว JBL Bar 5.1 ซิสเต็มรุ่นคุ้ม 2 In 1 เป็นได้ทั้งซาวด์บาร์ และชุดโฮมเธียเตอร์ไร้สาย

อัพเดทเมื่อ : 2019-01-04 14:39:02

อ่าน : 22861 ตอบ : 0

5.1-Channel 4K Ultra HD Soundbar
JBL Bar 5.1


รีวิว JBL Bar 5.1 (ราคา 28,900 บาท ชมสเปค : คลิก )
ซิสเต็มรุ่นคุ้ม 2 In 1 เป็นได้ทั้งซาวด์บาร์ และชุดโฮมเธียเตอร์ไร้สาย

อาการที่พบเห็นบ่อยๆ ของหลายๆ ท่านที่กำลังเลือกซื้อซาวด์บาร์ นั่นคือ "อาการรักพี่เสียดายน้อง" ลังเลเลือกไม่ถูกว่าจะเลือกซื้อซาวด์บาร์ หรือชุดลำโพงโฮมเธียเตอร์เต็มระบบดี เพราะทั้งสองต่างก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป แต่จะดีสักแค่ไหน ถ้าทั้งสองอย่างถูกรวมกันไว้ในเครื่องเดียว เป็นให้ได้ทั้งซาวด์บาร์สุดแสนจะประหยัดพื้นที่ และกลายร่างเป็นชุดโฮมเธียเตอร์ 5.1 แชนแนล เพิ่มอรรถรสการรับชมแบบเต็มๆ

  
รางวัล Best Value Sound Bar Award ประจำปี 2018-2019

และที่กล่าวมาในข้างต้นนั้น ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน JBL ได้ปล่อยซาวด์บาร์รุ่นล่าสุดออกมาในชื่อ Bar 5.1 แค่ชื่อก็พอจะเดาลูกเล่นได้แล้ว JBL Bar 5.1 รุ่นนี้เป็นซาวด์บาร์ที่สามารถแยกชิ้นส่วนออกมา แถมด้วยซับวูฟเฟอร์ไร้สายไซส์ยักษ์ รองรับการติดตั้งในรูปแบบ 5.1 แชนแนล ราคาเปิดตัวก็สูสีกับชุด HTiB อยู่ที่ 28,900 บาท น่าสนใจขนาดนี้ ประสิทธิภาพจริงๆ จะโดนใจหรือเปล่า มาชมรีวิวกันเลยดีกว่า...


JBL Bar 5.1 มาในรูปลักษณ์แท่งสี่เหลี่ยมขนาดยาว ขอบโค้งมนดูทันสมัย หน้ากว้างอยู่ที่ 45 นิ้ว (รวมลำโพงเซอร์ราวด์) ความสูง 2.3 นิ้ว ขนาดพอดีกับทีวีทั่วไป ตัวเครื่องทั้งหมดครอบด้วยตะแกรงอะลูมิเนียมแข็งแรง ให้ความทนทานสูง ตรงกลางมีโลโก้ JBL ส่วนข้างๆ กันเป็นจอแสดงผล LED ซ่อนอยู่หลังตะแกรง จอมีขนาดใหญ่ เห็นตัวหนังสือได้ชัดเจน

รูปลักษณ์และขนาดตัวต่างจากซาวด์บาร์ JBL รุ่นก่อนหน้า ที่มีดีไซน์ยกสูง ขอบโค้งเว้า

ด้านบนมีปุ่ม ปิด/เปิดเครื่อง, ปุ่มเพิ่ม/ลดความดัง และปุ่มสลับอินพุตการเชื่อมต่อ

ตัวซาวด์บาร์ให้กำลังขับรวมอยู่ที่ 150W ส่วนซาวด์บาร์ข้างละ 30W ประกอบด้วยดอกลำโพง Racetrack ขนาด 2.25 นิ้ว จำนวน 6 ดอก และทวีตเตอร์ขนาด 1.25 นิ้ว จำนวน 3 ดอก มีโหมดเสียงให้เลือกใช้ถึง 5 โหมด ได้แก่ Standard - ให้เสียงแบบไม่ปรุงแต่ง, Music - โหมดเสียงสำหรับฟังเพลง, Movie - เพิ่มความกระแทกกระทั้นในการรับชมภาพยนตร์, Voice - เน้นเสียงพูดของภาพยนตร์ให้ชัดขึ้น และสุดท้าย Sport - เพิ่มเสียงย่านต่ำกับแหลมให้จัดจ้านมากกว่าเดิม 

จอแสดงผล LED สว่างชัดเจน หากรู้สึกว่าแสงจ้าแยงตา สามารถลดความสว่างได้บนรีโมท

หน้าตาของลำโพงเซอร์ราวด์ บริเวณขั้วต่อจะมีสัญลักษณ์บอกข้าง

ช่องต่อด้านหลังมีให้ครบครัน มีช่องต่ออินพุต HDMI จำนวน 4 ช่อง เอ๊าท์พุต HDMI ARC จำนวน 1 ช่อง ทุกช่องจะรองรับ HDCP 2.2 สามารถส่งผ่านสัญญาณภาพ 4K HDR ได้อย่างไม่มีปัญหา นอกจากนี้ยังมีช่องต่อ Optical และ AUX 3.5 มม. ด้วย อีกหนึ่งจุดน่าสนใจของรุ่นนี้ยังอยู่ที่ช่องต่อ USB 2.0 ซึ่งซาวด์บาร์ทั่วไปจะมีเอาไว้สำหรับอัพเดทเฟิร์มแวร์เท่านั้น แต่ในรุ่นนี้สามารถใช้เล่นไฟล์ได้ ส่วนสกุลไฟล์ที่รองรับก็ได้แก่ MP3 และ WAV หรือจะเชื่อมต่อฟังเพลงแบบไร้สาย รุ่นนี้ก็รองรับสัญญาณ Bluetooth เวอร์ชั่น 4.2 ด้วย


ช่องต่อด้านหลังจะทำมุมเฉียงเล็กน้อย มีสัญลักษณ์บอกชัดเจน 

มีช่องต่อ HDMI ARC รองรับการถอดรหัสเสียง Dolby Digital จาก Netflix

ลำโพงเซอร์ราวด์ซ้าย - ขวา สามารถถอดแยกออกมาได้อย่างง่ายดาย ออกแรงดึงนิดหน่อยก็ออกแล้ว เนื่องจากยึดติดระหว่างเซอร์ราวด์กับตัวซาวด์บาร์มีลักษณะคล้ายแม่เหล็ก และมีขั้วยึดแข็งแรง หากแยกกัน จะสังเกตเห็นแท่งเหล็กยื่นออกมาจากซาวด์บาร์ แท่งเหล็กนี้มีไว้สำหรับชาร์จไฟเข้าลำโพงเซอร์ราวด์นั่นเอง เมื่อเสียบลำโพงเซอร์ราวด์เข้าซาวด์บาร์แล้วทำการปิดเครื่องโดยไม่ดึงปลั๊กออก ซาวด์บาร์ก็จะทำการชาร์จไฟแบบอัตโนมัติ จะแสดงไฟสถานะสีแดงขึ้นมาที่ด้านบนตัวเครื่อง

สามารถจัดวางได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน ไม่ต้องมีสายโยงใยให้เกะกะ

ขนาดของลำโพงเซอร์ราวด์มาความยาว 6.5 นิ้ว เป็นลำโพงไร้สายสมบูรณ์แบบ ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ ไม่ต้องเสียบปลั๊กหรือโยงสายใดๆ ใช้งานต่อเนื่องได้นาน 10 ชม. จากการชาร์จเพียง 3 ชม. ติดตั้งได้ทั้งแบบวางแนวนอน วางแนวตั้ง หรือกระทั่งแขวน ซึ่งภายในกล่องก็ให้ชุดติดตั้งแบบแขวนมาอย่างครบครัน ส่วนใครจะวางนอนวางตั้งบนชั้นวางก็ไม่มีปัญหา มีฐานเป็นยางกันสะเทือนสำหรับการติดตั้ง 2 แบบนี้ ตรงส่วนประกบเข้าซาวด์บาร์มีปุ่ม Power สำหรับปิดเมื่อไม่ใช้งาน และยังมีช่องต่อ Micro USB เพื่อชาร์จไฟ หากไม่ต้องการเสียบเข้ากับตัวเครื่องซาวด์บาร์

เสียบเข้า-ออกสะดวก มีความแข็งแรงสูง ไม่ต้องกลัวข้อต่อหลวมหรือเสียหาย

มีช่องต่อ Micro USB มาให้ด้วยนะ!

ขยับมาดูซับวูฟเฟอร์ไร้สายกันบ้าง แรกเห็นต้องรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก เพราะขนาดตัวที่มาในไซส์มหึมา ด้วยความสูงกว่า 16 นิ้ว บวกหน้ากว้างอีก 12 นิ้ว แถมน้ำหนักยังมากกว่าทั่วไปที่ 13 กก. มีดีไซน์แบบยิงเสียงลงพื้น ผ่านดอกลำโพงขนาด 10 นิ้ว ให้กำลังขับสูงสุด 300W รับส่งสัญญาณจากซาวด์บาร์ที่คลื่นความถี่ 5.8GHz


ซับวูฟเฟอร์ไซส์ยักษ์ แรงขับ 300W สะเทือนทั้งบ้านแน่นอน


ดอกลำโพงก็มีขนาดใหญ่ไม่แพ้กัน ลงเสียงได้ต่ำถึง 35Hz

ด้านหลังเรียบง่าย มีเพียงช่องต่อสายไฟ และปุ่มเชื่อมต่อสัญญาณกับซาวด์บาร์ 
หากขึนไฟแสดงผลสีขาว แปลว่าเชื่อมต่อแล้วเรียบร้อย

รีโมทของ Bar 5.1 มีการจำแนกปุ่มออกมาชัดเจน ช่วยให้ใช้งานได้ง่ายกว่ารุ่นก่อนๆ ซึ่งซาวด์บาร์รุ่นนี้รองรับ HDMI CEC สามารถใช้ร่วมกันกับรีโมททีวีได้ ปุ่มคำสั่งที่น่าสนใจ ได้แก่ ปุ่มเพิ่ม/ลดเสียงเบสและเซอร์ราวด์, Sound Mode - โหมดเสียงต่างๆ , SoundShift - สลับเสียงการใช้งาน, Night Mode - โหมดเสียงกลางคืน, Dim Displays - ลดความสว่างของไฟหน้าจอ, Audio Sync - ปรับให้ภาพและเสียงสัมพันธ์กัน และสุดท้าย ปุ่ม Calibration ปุ่มนี้คืออะไร มาดูในส่วนถัดไปเลย

รีโมทใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน สัญลักษณ์บอกชัดเจน


ซาวด์บาร์ที่แยกร่างมาเป็นระบบ 5.1 แบบนี้ จะให้ความเซอร์ราวด์ที่ดีเท่าชุดโฮมฯ จริงๆ ได้หรือ? เชื่อว่านี่คงเป็นคำถามที่ยังคงอยู่ในใจหลายๆ ท่าน แต่ทาง JBL ก็ตอบโจทย์เหล่านั้นด้วยฟีเจอร์ Auto Calibration ทำการปรับแต่งคาลิเบรทเสียงแบบอัตโนมัติ ใช้เวลาจูนเสียงเพียงนาทีเดียวเท่านั้น ก็ให้ความมันได้แล้ว

ไมโครโฟนรับเสียงสำหรับการคาลิเบรท สายมีขนาดยาว ใช้ได้กับห้องขนาดทั่วไป

วิธีการใช้ก็ไม่ยาก จัดวางชุดลำโพงในรูปแบบ 5.1 ให้เรียบร้อย จากนั้นนำไมโครโฟนรับเสียงภายในชุด เชื่อมต่อเข้ากับซาวด์บาร์ โดยช่องต่อจะอยู่บริเวณปลายซาวด์บาร์ (จุดเสียบลำโพงเซอร์ราวด์ด้านขวา) เชื่อมต่อแล้วให้วางไมโครโฟนรับเสียงในระดับเดียวกับหูขณะนั่งฟัง กดปุ่ม Calibration ค้างไว้ประมาณ 3 วินาที เมื่อจอแสดงผลบนซาวด์บาร์ขึ้นคำว่า Calibration พร้อมนับถอยหลัง 5 วินาที ผู้ใช้งานควรออกจากจุดฟัง รอซาวด์บาร์ทำการคาลิเบรทไม่เกิน 1 นาที จะมีคำว่า Done ขึ้นที่หน้าจอ นั่นหมายถึงเสร็จสิ้นการคาลิเบรท พร้อมรับชมกันได้แล้ว

รูเสียบไมโครโฟนรับเสียงจะอยู่ข้างข้อต่อลำโพงเซอร์ราวด์

หากคาลิเบรทแล้วยังได้เสียงไม่ถูกใจ สามารถเลือกปรับตามโหมดเสียงได้ที่ Sound Mode ทั้งเพิ่มลดระดับเสียงของลำโพงเซอร์ราวด์และซับวูฟเฟอร์ เพื่อสร้างความสมดุลย์ของเสียงด้วยตัวเองได้ และอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ให้มา SoundShift ช่วยให้ผู้ใช้งานสลับเสียงจากอินพุต โดยที่ยังคงรับชมภาพจากอีกอินพุตในขณะเชื่อมต่อกับเครื่องเล่นอื่นๆ ได้ เช่น รับชมภาพยนตร์จากเครื่องเล่น Blu-ray แต่เปิดเสียงเพื่อฟังเพลงจาก Bluetooth เป็นต้น

หน้าตาเรียบง่าย แต่ลูกเล่นมากมาย มี 2 ร่าง ในรุ่นเดียว

<<< อ่านต่อพร้อมฟังเสียงกันได้ที่หน้า 2 >>>
Tags:
  • JBL Bar 5.1
  • JBL
  • Bar 5.1
  • Sound Bar
  • Soundbar
  • Hi-Fi
  • ซาวด์บาร์
  • Dolby
  • DTS
  • Surround
  • Review
  • รีวิว
  • สเปค
  • Spec
  • ราคา
  • Price
  • HOMETHEATERTHAILAND
  • Stage-Luxe_Online_HomeTheater_575x200.jpg
  • 575x200 Award 2018-2019.jpg
  • 575x200-Vader-shop-now.gif
  • 575x200 Award 2018-2019.jpg
  • Banner_polk_TL1600-01.jpg
  • LCD575.jpg
  • 575x200-Vader-shop-now.gif
 
  
 
 
 
   

OTHER REVIEWS